จับตาธุรกิจประกันมาแรง

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจประกันได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการที่ผู้คนให้ความสำคัญของการมีประกันคุ้มครองและการออมมากเพื่ออนาคตมากขึ้น ทำให้มีผลิตภัณฑ์ประกันใหม่ๆ และช่องทางการขายที่เข้าถึงได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแรงผลักดันของภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์การลดหย่อนทางภาษีจากเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในช่วงหลังที่ทำให้ธุรกิจประกันขยายตัวไปสู่ภาคประชาชนได้มากขึ้น ธุรกิจประกันภัยแบ่งได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ ธุรกิจประกันชีวิต (Life insurance) และธุรกิจประกันวินาศภัย (Non-life insurance) โดยภาพรวมธุรกิจประกันทั้งสองประเภทนี้ มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจประกันชีวิต ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก เนื่องจากสัดส่วนการถือครองกรมธรรม์ของคนไทยยังน้อยมาก คือมีเพียง 30% จากประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่ญี่ปุ่นมีอัตราส่วนการถือครองกรมธรรม์มากกว่า 100% (หมายความว่าคนญี่ปุ่นหนึ่งคนถือครองกรมธรรม์มากกว่าหนึ่งฉบับ) ทั้งนี้ สมาคมประกันชีวิต ได้ตั้ง เป้าหมายว่า ภายในปี 2558 จะเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% ในด้านค่าเฉลี่ยเบี้ยประกันชีวิตต่อหัว (premium per capita) ของคนไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 3,600 บาท ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยของชาวมาเลเซีย และน้อยกว่าหนึ่งในสิบของค่าเฉลี่ยของคนฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจประกันชีวิตยังมีช่องทางให้โตได้อีกมาก โดยรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้นของคนไทยจะเป็นปัจจัยหลักของความต้องการเรื่องประกันชีวิต ซึ่งนอกจากจะได้รับประโยชน์โดยตรงเรื่องการคุ้มครองชีวิตแล้ว ยังเป็นการออมและการลดหย่อนภาษีอีกด้วย ตลาดประกันชีวิตวันนี้ได้เปลี่ยนจากแต่ก่อนค่อนข้างมาก มีการปรับรูปแบบกรมธรรม์ให้เข้าใจง่าย และจูงใจมากขึ้น ทั้งในเรื่องรายละเอียดการคุ้มครองกับช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีการ… Continue Reading จับตาธุรกิจประกันมาแรง